
ทำไมบางเว็บโดนปิด บางเว็บยังอยู่ เบื้องหลังคำว่าปิด
- Harry P
- 18 views

ทำไมบางเว็บโดนปิด บางเว็บยังอยู่ คำตอบก็คือ ระบบของรัฐ “ปิดกั้น” ตามขั้นตอนกฎหมาย และหลักฐาน ขณะที่เว็บพนัน “เปิดใหม่” ด้วยความเร็วของเทคโนโลยี และเงินทุน ส่วนคำตอบที่ละเอียด เราต้องค่อยๆแกะทั้งฝั่งกฎหมาย การทำงานของตำรวจ และโครงสร้างเทคโนโลยีของเว็บ

ในทางปฏิบัติ เวลารัฐจะบล็อกเว็บใดเว็บหนึ่ง ปกติจะใช้กรอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 เป็นหลัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรวบรวมหลักฐาน ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูล จากนั้นจึงส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือแพลตฟอร์ม ให้ปิดกั้นการเข้าถึง URL
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่าสิ่งที่ถูกปิด คือทางเข้าจากฝั่งผู้ใช้ในไทย ไม่ใช่การปิดเซิร์ฟเวอร์ของเว็บนั้นทั้งโลก ถ้าเจ้าของเครือข่ายมีโดเมนสำรอง เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ หรือหน้าก๊อบปี้อีกหลายชุด เขาจึงสามารถเปลี่ยนประตูทางเข้า แล้วโผล่กลับมาได้เร็วมาก (27 สิงหาคม 2020) [1]
ดังนั้น เมื่อเราเห็นข่าวว่า “ปิดแล้วหลายหมื่น URL” แต่กลับยังเจอเว็บที่หน้าตาคล้ายเดิม นั่นอาจไม่ใช่เว็บเดิมที่รอด แต่คือ เว็บเครือเดียวกัน ที่ใช้ชุดหลังบ้านเดิม แค่เปลี่ยนชื่อหน้าใหม่ ให้หลุดจากคำสั่งเดิมชั่วคราว ฐานข้อมูลผู้เล่น ประวัติการฝาก-ถอน และระบบหลังบ้านอื่นๆ ยังรันอยู่เหมือนเดิม
ฝั่งตำรวจเอง โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถูกวางบทบาทให้เป็น “ด่านหน้า” ในการไล่ตามเครือข่ายพนันออนไลน์
ตัวอย่างเคสใหญ่ๆหลายคดี
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า ระบบของตำรวจ ไม่จบแค่การบล็อกเว็บหน้าแรก แต่เน้นไปถึงการสืบสวนเชิงลึก ยึดทรัพย์ ตัดเส้นทางการเงิน และออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง โดยต้องประสานข้อมูลกับหน่วยงานอย่าง ปปง. และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อแช่แข็งบัญชีที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยี
ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงมีนาคม 2025 รายงานว่าปิดกั้นเพจ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายรวมกว่า 220,000 รายการ ในจำนวนนี้เป็นเว็บพนันเกือบ 1.9 แสนรายการ พร้อมมาตรการบังคับให้ผู้ส่ง SMS ที่แนบลิงก์ต้องลงทะเบียนชื่อผู้ส่ง (Sender Name)
ปลายปี 2025 มีการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับ สสส. หลังพบว่าระหว่าง 1 ตุลาคม 2023 ถึง 30 กันยายน 2025 จำนวนเว็บไซต์ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายด้านการพนันพุ่งจากหลักหมื่น เป็นหลักหลายแสนเว็บในเวลาเพียง 2 ปี ทำให้รัฐต้องมองเกินการปิดเว็บ แต่เริ่มพูดถึงภูมิคุ้มกันของประชาชน
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ออกข้อเสนอแนะ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลฯ ลงทุนเครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับ และติดตามเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงกำหนดมาตรการตรวจสอบ ISP หลังศาลมีคำสั่งปิดกั้น เพื่อไม่ให้คำสั่งศาล กลายเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง (22 พฤศจิกายน 2024) [3]
ทำไมบางเว็บโดนปิด บางเว็บยังอยู่ แม้ตัวเลขการปิดกั้นจะสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ประสบการณ์ของคนทั่วไปคือ ยังเห็นโฆษณาเว็บพนันบนโซเชียล ยังมี เว็บพนันส่ง SMS มาชวนเล่น และยังมีเว็บหน้าใหม่ ให้กดเข้าอยู่เสมอ เหตุผลหลักๆ มีอยู่หลายข้อ

หลายครั้งที่คนเห็นเว็บพนันผุดขึ้นซ้ำๆ จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่ารัฐไม่จริงจัง หรือเลือกปิดแค่บางเว็บ แต่ถ้าดูจากข้อมูลการปิดกั้น และคดีที่ยึดทรัพย์ได้ จะเห็นว่ามีงานจำนวนมากที่ไม่ได้ขึ้นหน้าข่าวทุกครั้ง ความรู้สึกว่า “ไม่ทำอะไรเลย” จึงมักเกิดจากช่องว่างระหว่างสิ่งที่ระบบทำจริง กับสิ่งที่ประชาชนมองเห็น
นอกจากนี้ ระบบกฎหมายเอง ถูกออกแบบให้เดินด้วยหลักฐาน และการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อไม่ให้ใครสั่งปิดอะไรได้ง่ายๆ การจะปิดเว็บหนึ่งให้มีน้ำหนักในชั้นศาล จึงต้องใช้เวลา ซึ่งต่างจากฝั่งเว็บพนัน ที่สามารถเปลี่ยนโดเมน หรือเปิดหน้าใหม่ได้แทบจะทันที ช่องว่างตรงนี้ไม่ใช่ข้ออ้างในการ “ไม่พัฒนา”
แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมการแก้ปัญหาต้องไปไกลกว่าแค่คำสั่งปิดเว็บ และต้องมีทั้งงานเชิงกฎหมาย เทคโนโลยี และการสื่อสารกับสังคมควบคู่กันไป ตั้งแต่การปรับกฎหมาย ให้ตามทันรูปแบบอาชญากรรมใหม่ๆ การลงทุนในระบบตรวจจับ และปิดกั้นที่ทันสมัย
เมื่อเข้าใจระบบแล้ว สิ่งสำคัญคือไม่หลงตีความว่า เว็บที่ยังเข้าได้ หรือเพจที่ยังยิงโฆษณาอยู่ แปลว่าเขารอด หรือถูกกฎหมาย เพราะในความจริง เว็บเหล่านี้อาจกำลังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวน หรืออยู่ในลิสต์รอคำสั่งศาล เพียงแต่เรายังไม่เห็นข่าว หรือคำสั่งศาลยังไม่ทันไปถึงทุกช่องทางที่เว็บใช้
สำหรับคนทั่วไป สิ่งที่ทำได้ และควรทำมีอย่างน้อย 3 ข้อ
สุดท้ายแล้ว ทำไมบางเว็บโดนปิด บางเว็บยังอยู่ เพราะระบบรัฐเดินด้วยขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้ปิด ขณะที่เว็บพนัน เดินด้วยความไวเพื่อให้อยู่ในสายตาคนค้นหา ช่องว่างที่เรารู้สึก จึงไม่ใช่แปลว่ารัฐไม่ทำงานเสมอไป แต่มักแปลว่า เกมนี้มีสองนาฬิกาคือ นาฬิกาของกฎหมาย และนาฬิกาของเทคโนโลยี
เพราะส่วนใหญ่เป็นการปิดกั้นทางเข้า (URL/โดเมน) ตามคำสั่งศาล ไม่ใช่การลบเซิร์ฟเวอร์ทิ้งทั้งระบบ เครือข่ายเดียวกันจึงสามารถเตรียมโดเมนสำรองไว้ล่วงหน้า พออันเก่าถูกปิดก็เปลี่ยนอันใหม่ ทำให้คนรู้สึกเหมือนมีเว็บใหม่ผุดขึ้นเรื่อยๆ แม้ในฉากหลังจะเป็นกลุ่มเดิมๆ ทำเว็บอยู่ก็ตาม
เพราะแต่ละคดีมีน้ำหนักหลักฐาน ความเชื่อมโยงทางการเงิน และจำนวนผู้เสียหายไม่เท่ากัน เคสที่มีเบาะแสชัด คนเดือดร้อนเยอะ หรือโยงไปถึงเครือข่ายใหญ่ มักถูกจัดเป็นลำดับต้นๆ ในการดำเนินการ ขณะที่บางเว็บที่ซ่อนตัวเก่ง อาจใช้เวลานาน กว่าจะมีข้อมูลเพียงพอให้ศาลสั่งปิด หรือดำเนินคดี

