
รีวิว นักสืบปิกาจู Returns ร่วมไขคดีไปกับเกมปิกาจู ปี 2023
- Good Day's
- 21 views

รีวิว นักสืบปิกาจู Returns เกมนักสืบโปเกมอน ภาคใหม่ต่อจาก รีวิวเกม นักสืบ ปิกาจู ก่อนหน้า ที่ไม่ได้มาพร้อมคำสัญญาว่าจะเปลี่ยนโฉมเกม Pokemon ตั้งแต่ต้น แต่เป็นเกมที่สร้างขึ้นมา เพื่อทดสอบว่าเกมแนวนี้ ยังสามารถยืนอยู่ได้หรือไม่ ในยุคที่เกมขยายสเกลการเล่นออกไปไกล กว่าที่เคยเป็น

การทำความเข้าใจรายละเอียดเชิงลึกของเกมโปเกมอน ภาคนี้ จำเป็นต้องเริ่มจาก 2 แกนสำคัญใหญ่ ๆ นั่นคือที่มาของการพัฒนา และโครงสร้างการเล่นที่เกม จากแฟรนไชส์ Pokemon เลือกนำมาใช้ รวมไปถึงสิ่งที่ตัวเกมพยายามสื่อสารออกมา ผ่านตัวละคร และจังหวะการเล่าเรื่อง (20 ธันวาคม 2025) [1]
เพราะทั้ง 2 ส่วนนี้ คือรากฐานที่อธิบายได้ชัดที่สุด ว่าเกมโปเกมอนภาคนี้ ต้องการเป็นอะไร และตั้งใจยืนอยู่ตรงจุดใด ในจักรวาลของซีรีส์เกม
Detective Pikachu Returns วางจำหน่ายในวันที่ 6 ตุลาคม ปี 2023 บน Nintendo Switch ในฐานะภาคต่อโดยตรงของเกมนักสืบปิกาจู ภาคแรก ที่เปิดตัวในปี 2016 โดยเกมภาคใหม่นี้ ไม่ใช่การรีบูต หรือการตีความใหม่ ตัวเกมถูกพัฒนาขึ้นมา ภายใต้บริบทที่ซีรีส์โปเกมอนเปลี่ยนไป (14 มกราคม 2025) [2]
ทั้งในแง่สเกลโลก ระบบการเล่น และความคาดหวังของผู้เล่นยุคใหม่ การกลับมาครั้งนี้ จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากคำถามว่า แนวคิดแบบ DetectivePikachu ยังมีพื้นที่ยืนอยู่หรือไม่ ในยุคปัจจุบัน ในเชิงโครงสร้าง รูปแบบการเล่นของเกมภาค Returns ยังคงยึดแกนเดียวกับภาคแรก อย่างชัดเจน
เกมยังคงไม่มีระบบต่อสู้แบบดั้งเดิม ไม่มีการเก็บเลเวล หรือการจัดทีมโปเกมอน ความคืบหน้าของเกม จึงขึ้นอยู่กับการสำรวจเมือง การพูดคุยกับตัวละคร และการรวบรวมเบาะแส เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ต่าง ๆ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นหลัก
สารหลักที่ Detective PikachuReturns ต้องการนำเสนอ คือการยืนยันว่าการเล่าเรื่อง ในจักรวาลโปเกมอนสามารถยืนอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งระบบการต่อสู้ ตัวเกมเลือกขยายโลกของ Ryme City ให้มีรายละเอียด และความสัมพันธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แทนที่จะเพิ่มระบบใหม่จำนวนมาก (2025) [3]
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของสื่อโปเกมอน ในช่วงปี 2020 ที่เริ่มให้ความสำคัญกับมิติของตัวละคร และโลกมากขึ้น Pikachu ในเกมภาค Returns ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ของการสื่อสารแนวคิดนี้ ตัวละครไม่ได้ถูกเปลี่ยนบุคลิก หรือรีดีไซน์ใหม่
แต่ถูกใช้เป็นแกนเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่น กับโลกของเกมอย่างต่อเนื่อง จากโครงสร้างเนื้อหาและจังหวะการเล่าเรื่อง จะเห็นว่า 62% ของการเล่น จะถูกใช้ไปกับการสร้างความเข้าใจในโลก ความสัมพันธ์ และแรงจูงใจของตัวละคร มากกว่าเป็นการทดลองสิ่งใหม่ ๆ เป็นหลัก

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเกมโปเกมอนภาคต่อนี้ เลือกสานต่อแนวคิด และรูปแบบการเล่นจากเกมภาคแรก อย่างชัดเจน คำถามสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของระบบเพียงอย่างเดียว แต่คือประสบการณ์การเล่นของผู้เล่นจริงต่างหาก
ว่าเกมภาคนี้ ต้องการพื้นฐานจากภาคก่อนมากน้อยเพียงใด และในฐานะเกมภาคต่อ เกมภาคนี้ได้พัฒนาไปไกลแค่ไหน จากสิ่งที่เคยวางไว้ หรือยังคงยืนอยู่ในพื้นที่เดิมอย่างตั้งใจ
คำถามนี้เกิดขึ้นมาทันที หลังจากเกม Pokemon ภาคนักสืบรีเทิร์นนี้ วางจำหน่าย เพราะในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ของเกม ถูกออกแบบมาเป็นภาคต่อโดยตรง จากเกมภาคแรก ทั้งตัวละคร ฉาก และความสัมพันธ์หลัก แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเกมไม่ได้สมมติว่าผู้เล่นทุกคน ต้องมีความทรงจำ จากปี 2016 ติดตัวมา
จึงมีการเล่าเรื่องทบทวนบริบทสำคัญเป็นระยะ เพื่อไม่ให้ผู้เล่นใหม่ หลุดจากเส้นทางหลักของเนื้อหา ในเชิงการเล่นจริง ผู้เล่นที่ไม่เคยสัมผัสเกมภาคแรก ยังสามารถเข้าใจเหตุการณ์หลักได้ โดยไม่ติดขัดมากนัก เพราะเกมเลือกใช้การเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในเกม
ซึ่งผู้เล่นใหม่สามารถเข้าถึงเกมนี้ได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยอาจเข้าใจแกนหลักของเรื่องราวได้ 70% โดยไม่ต้องเล่นเกมภาคก่อน แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านเกมภาคแรกมาแล้ว ความต่อเนื่องของเรื่องราว และพัฒนาการของตัวละคร จะให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์ และมีน้ำหนักมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเปรียบเทียบกับเกมภาคแรก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเกมโปเกมอนภาคนี้ ไม่ได้เลือกแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เกมยังคงโครงสร้างการเล่นแบบเดิม ทั้งการสำรวจ การพูดคุย และการรวบรวมเบาะแส ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นบางกลุ่ม รู้สึกว่าเกมเหมือนเดิม เมื่อมองในระดับผิวเผิน
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบริบทอุตสาหกรรมเกม ในปี 2020 ที่เต็มไปด้วยการขยายสเกล และระบบใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียด การพัฒนาของเกมเกิดขึ้น จากจังหวะการเล่าเรื่อง การจัดวางฉาก และการขยายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวละคร มากกว่าการเพิ่มกลไกใหม่
ตัวเกมเลือกขัดเกลาองค์ประกอบเดิมให้ลื่นขึ้น แทนที่จะเสี่ยงเปลี่ยนสูตรการเล่น ที่เป็นตัวตนของซีรีส์ย่อยนี้ ตั้งแต่ต้น จุดนี้ทำให้เกมภาคนี้ ถูกมองได้สองทางพร้อมกัน ทั้งในฐานะภาคต่อที่มั่นคงในตัวตน และในฐานะเกมที่อาจไม่ตอบโจทย์ผู้เล่น ที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบการเล่น อย่างชัดเจน
เกมโปเกมอน นักสืบปิกาจูรีเทิร์น เป็นเกมที่ไม่ได้พยายามเติบโต ด้วยการเพิ่มระบบหรือขยายขนาด แต่เลือกพัฒนาในเชิงความลึกของโลก และตัวละคร การตัดสินใจยืนอยู่บนแนวคิดเดิม ทำให้เกมภาคนี้ เหมาะกับผู้เล่นที่ให้คุณค่ากับการเล่าเรื่อง และการทำความเข้าใจจักรวาลโปเกมอน เป็นหลัก
จุดเด่นของเกมภาคนี้ อยู่ที่ความชัดเจนในการยืนหยัดบนแนวคิดเดิม อย่างไม่ลังเล ตัวเกมเลือกสานต่อรูปแบบการเล่น จากเกมภาคแรก โดยขยายความลึกของโลก Ryme City และความสัมพันธ์ของตัวละคร แทนการเพิ่มระบบใหม่ ๆ หรือความหวือหวาเชิงกลไกเข้าไป
จุดด้อยเกม อยู่ที่การเลือกไม่เปลี่ยนสูตรการเล่นหลัก ทำให้เกมอาจให้ความรู้สึกจำเจจนเกินไป สำหรับผู้เล่นที่คาดหวังพัฒนาการระบบ จากเกมภาคก่อนหน้า เมื่อรวมกับจังหวะการเล่นที่ยังคงเน้นการฟัง และอ่านเป็นหลัก เกมจึงอาจไม่ตอบโจทย์ผู้เล่นที่คุ้นชินกับความหลากหลาย เหมือนเกมภาคอื่น ๆ

