
รีวิว โปเกมอนรัมเบิล Blast 2011 เกมสานต่อเกมแนวบีทเอ็มอัพ
- Good Day's
- 57 views

รีวิว โปเกมอนรัมเบิล Blast เกมที่เป็นความพยายามครั้งสำคัญ ในการยกระดับซีรีส์ Rumble จาก รีวิว เกมโปเกมอน Rumble ให้ขยายตัวออกจากกรอบเดิมที่เคยมี ในปี 2009 การย้ายสู่ Nintendo 3DS ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม แต่เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ ให้ทีมผู้พัฒนาสร้างเกมนี้ออกมา

โปเกมอน รัมเบิลบลาสต์ จากแฟรนไชส์ Pokemon แตกต่างจากภาคแรกอย่างไร สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าเกมภาคนี้ เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใหม่ ของยุค Nintendo 3DS ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมพัฒนา เพิ่มขนาดของโลก จำนวนโปเกมอน และการผจญภัยได้มากกว่าเดิม (27 พฤศจิกายน 2025) [1]
การเปลี่ยนแพลตฟอร์ม จึงไม่ใช่แค่การย้ายเกม แต่เป็นตัวกำหนดแนวคิดหลักที่เกมภาคนี้ ต้องการนำเสนอ และเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ความเป็นมา กับสิ่งที่เกมต้องการสื่อออกมา มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล
การพัฒนา Pokemon Rumble Blast เริ่มต้นจากโจทย์ที่ต่างจากภาคแรก เพราะการพัฒนาเกมครั้งนี้ ทีมงานไม่ได้ทำงานภายใต้ข้อจำกัด ของเครื่องเล่นเกม WiiWare อีกต่อไป แต่ย้ายแพลตฟอร์มขึ้นมา บน Nintendo รุ่น 3DS ที่เปิดเครื่องเล่นเกมในปี 2011 (18 กันยายน 2025) [2]
และมาพร้อมพื้นที่จัดเก็บที่ใหญ่ กว่าเดิมหลายเท่า ทั้งความจุ การประมวลผล และฟีเจอร์ภาพแบบ 3 มิติ ทำให้ Ambrella มีอิสระในการขยายคอนเทนต์ของซีรีส์รัมเบิลนี้ ได้กว้างขึ้นมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นจำนวนโปเกมอนที่เพิ่มขึ้น หรือการออกแบบฉากที่มีรายละเอียดมากขึ้น
จุดตั้งต้นนี้ จึงทำให้เกมภาครัมเบิลบลาสต์ ที่เปิดตัวให้เล่นตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม ปี 2011 ถูกมองว่าเป็นภาคต่อของจริง มากกว่าการรีรันระบบแบบเดิม แล้วนำออกมาจำหน่ายใหม่ และเป็นความพยายามผลักแนวคิดของตุ๊กตาของเล่นโปเกมอน ให้เติบโตขึ้นบนฮาร์ดแวร์ที่รองรับได้ มากกว่าเดิม
ด้วยพื้นที่ที่กว้างขึ้น และความสามารถของเครื่องเล่นเกมรุ่น 3DS ที่รองรับคอนเทนต์มากกว่า ทีมผู้พัฒนาจึงใช้โอกาสนี้ ผลักแนวคิดของเกมของเล่นโปเกมอน ให้มีชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม โดยตั้งใจออกแบบโลกให้มีความหลากหลาย ทั้งฉาก สภาพแวดล้อม และจำนวนโปเกมอน (2025) [3]
ที่ผู้เล่นสามารถเก็บได้ เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณ แต่คือทำให้โลกของเกมรัมเบิล ดูมีมิติมากขึ้น เพื่อลบความรู้สึกซ้ำซาก จากที่เกมภาคแรกถูกวิจารณ์ไว้ ตัวเกมจึงมุ่งเสนอประสบการณ์ที่ยังคงเข้าถึงง่าย แต่มีความหลากหลายมากพอ ให้ผู้เล่นรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ยาวขึ้น และคุ้มค่ากว่าเดิม
เหมือนเป็นการขยายขอบเขตของเล่นชิ้นเดิม ให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ใหญ่ขึ้นอีกระดับ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเกม ยังคงตั้งอยู่บนแกนความสนุกแบบเรียบ และรวดเร็ว ซึ่งเป็นตัวตนของซีรีส์เกมนี้ ที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของรูปแบบการเล่น และเสียงตอบรับ สิ่งที่ควรมองก่อน คือทิศทางของการเติบโต ของซีรีส์เกมรัมเบิลบลาสต์ ที่พยายามใช้ศักยภาพ ของเครื่องเล่นเกมนินเท็นโด 3DS เพื่อขยายตัวตนของซีรีส์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทั้งจำนวนโปเกมอนที่มากขึ้น และฉากการผจญภัยที่กว้างกว่า
ทำให้ภาคนี้ ถูกคาดหวังว่าจะเติมเต็มข้อจำกัดของภาคแรกได้ ในระดับหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงนี้เอง ที่กลายเป็นฐานสำคัญให้ 2 ประเด็นต่อไป คือรูปแบบการเล่นที่ถูกขยายขึ้น และปฏิกิริยาที่ผู้เล่นกับนักวิจารณ์ มีต่อการเปลี่ยนแปลงนี้
เมื่อเข้าสู่โลกของเกมโปเกมอน รัมเบิลบลาสต์ รูปแบบการเล่นก็ยังคงยึดแกนหลักของซีรีส์นี้เอาไว้ อย่างเช่น ผู้เล่นจะต้องควบคุมตุ๊กตาของเล่นโปเกมอน ต่อสู้แบบเรียลไทม์ในสไตล์ แต่เกมภาคนี้ มีการขยายโครงสร้างให้กว้างขึ้น ทั้งในแง่จำนวนโปเกมอน ที่ผู้เล่นสามารถปลดล็อกได้
หรือด่านกับเวทีที่มีความหลากหลาย และรูปแบบการเดินทาง ผ่านฉากที่มีหลายทางเลือกมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการรองรับโปเกมอน จำนวน 80% ของจำนวนทั้งหมด ในช่วงปี 2011 ทำให้เกมภาคนี้ ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนกับการหยิบของเล่นมาเล่น แล้วนำต่อสู้กับของเล่นตัวอื่น ๆ ได้ทันที
นอกจากนี้ ระบบเก็บโปเกมอนใหม่ และการพัฒนาพลัง ยังมีบทบาทสำคัญ โดยผู้เล่นสามารถค้นหาของเล่นโปเกมอนได้ ตามด่านต่าง ๆ แล้วเพิ่มเข้ามาในทีม ทำให้การเล่น มีองค์ประกอบในการเดินทางมากขึ้น คล้ายกับการเก็บสะสม และนำไปทดลองต่อสู้ ในสนามจริง
สำหรับแฟนเกม โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบความเรียบง่ายแล้ว เกมภาคนี้ ได้รับการต้อนรับในแง่ความคุ้มค่า จากจำนวนโปเกมอนที่เพิ่มขึ้น หรือจากการที่เกมมีด่านหลากหลาย และมีโอกาสได้เล่นเกมที่นานขึ้นกว่าเดิม ทำให้หลายคนมองว่าภาคนี้ เป็นพัฒนาการที่ทำให้ของเล่นในมือ มีขนาดใหญ่ขึ้นจริง
และสามารถเล่นได้ยาวนานกว่าเดิม เมื่อเทียบกับเกมภาคแรก เรียกว่าผู้เล่นสาย Casual หรือสายสะสมตัวละคร ต่างยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่วนในมุมมองของนักวิจารณ์ เสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ ยังคงระบุว่าแม้เกมนี้ จะพยายามขยายคอนเทนต์ และเพิ่มจำนวนตัวละคร
แต่แกนของเกมยังเน้นความเรียบง่าย ก็อาจขาดความลึกของเนื้อหาที่ถูกเล่าออกมา เมื่อเทียบกับเกมหลักของแฟรนไชส์ ทำให้หลายรีวิวมองว่านี่ยังคงเป็นสปินออฟ ที่เหมาะกับที่ผู้เล่นต้องการความผ่อนคลาย ไม่ใช่สำหรับผู้ที่คาดหวังระบบ RPG แบบเกมภาคหลัก
เกม Pokemon RumbleBlast กลายเป็นตัวอย่างของสปินออฟ ที่พยายามใช้ข้อได้เปรียบของฮาร์ดแวร์ เพื่อขยายแนวคิดดั้งเดิมให้เต็มที่ขึ้น โดยยังคงแก่นความสนุกแบบเดิม ที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เอาไว้ครบถ้วน ทำให้เกมภาคนี้ เป็นเกมที่เหมาะกับการผ่อนคลาย มากกว่าเกมที่ต้องลงทุนเล่น แบบระยะยาว
จุดเด่นเกมภาคนี้ อยู่ที่ความสามารถในการขยายตัวตนให้ใหญ่ขึ้น อย่างเห็นได้ชัด หลังย้ายมาบนเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนโปเกมอนที่รองรับมากขึ้น หรือระบบสะสมที่มีความต่อเนื่อง กว่าเกมภาคแรก ทำให้ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยมองว่าภาคนี้ คือเวอร์ชันที่ลงตัวกว่าเกมภาคก่อนหน้า
แม้เกมภาคนี้ จะขยายเนื้อหา และแก้จุดอ่อนหลายอย่าง แต่แกนหลักของเกม ที่ยังเน้นการแอ็กชันที่เรียบง่าย และการสะสมตัวละครแบบเดิม แม้เกมจะให้ประสบการณ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังเป็นการเล่นในกรอบเดิม ๆ ของเกมโปเกมอน จากซีรีส์ Rumble ที่เหมาะกับการเล่น เพื่อความผ่อนคลายมากกว่า

